Bangpakok Hospital
  • A
  • A
  • A
BPK Hotline

อันตรายจากการคลอดก่อนกำหนด

22 ม.ค. 2561

อันตรายจากการคลอดก่อนกำหนด

ทารกที่คลอดก่อนกำหนดน้อย ๆ เช่น 1-2 สัปดาห์ หรือคลอดสัปดาห์ที่ 35-36 ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ทารกที่มีปัญหามาก ๆ จะเป็นทารกที่คลอดก่อนกว่ากำหนดมาก ทำให้ทารกมีน้ำหนักตัวน้อยมาก (น้อยกว่า 1,500 กรัม) ซึ่งทารกในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นทารกที่คลอดเมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์ 32-33 สัปดาห์ และยิ่งถ้าคลอดก่อนกำหนดมากขึ้นเท่าไรปัญหาก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

สำหรับการคลอดก่อนกำหนดนั้นจะส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายทารก ดังนี้

  1. ภาวะปอดไม่สมบูรณ์ เป็นภาวะที่เกิดขึ้นทันทีหลังคลอด ยิ่งอายุครรภ์น้อยยิ่งเกิดได้มาก อย่างที่ทราบกันว่าทารกคลอดก่อนกำหนดปอดมักจะไม่ค่อยสมบูรณ์ เนื่องจากการขาดสารเคมีบางชนิดในปอด ซึ่งถ้าสร้างไม่พอในช่วงตอนเกิด (ปกติสารนี้จะสร้างได้ครบเมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์ 35 สัปดาห์) สารตัวนี้จะเป็นสารลดความตึงผิวของถุงลม ทำหน้าที่ให้ถุงลงโป่งง่าย ทำให้หายใจโดยที่ใช้แรงน้อยลง ซึ่งในผู้ใหญ่เราจะมีครบ 100% แต่ในทารกแรกเกิดแม้จะครบกำหนดก็จะขาดไปนิดหน่อย คือมีประมาณ 80%
  2. ภาวะเลือดออกในสมองอย่างเฉียบพลัน เป็นอีกหนึ่งภาวะที่เกิดขึ้นทันทีหลังคลอด เนื่องจากสมองของทารกคลอดก่อนกำหนดจะค่อนข้างนิ่มมาก ยิ่งคลอดก่อนกำหนดเท่าไรก็จะยิ่งนิ่มมากขึ้นเท่านั้น บวกกับในขณะคลอดที่ต้องผ่านอะไรหลายอย่าง คือ มีการเขย่า เจอแสงสว่าง ความตกใจ ความร้อนเย็นที่ต่างกัน ก็ทำให้ความดันเลือดค่อนข้างผันผวน จึงอาจทำให้เส้นเลือดในสมองบางเส้นแตกได้ ซึ่งพบว่าเกิดขึ้นได้ประมาณ 30% ของทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม ในปัจจุบันยังไม่มีทางป้องกัน ทารกคนไหนมีเลือดออกในสมองมากก็จะเสียชีวิต แต่ถ้ามีเลือดออกน้อย 90% จะไม่ออกอาการอะไรเลยและสามารถเติบโตได้อย่างไม่มีปัญหา
  3. การติดเชื้อ ทารกคลอดก่อนกำหนดบางส่วนจะคลอดเพราะคุณแม่มีการติดเชื้อในช่องคลอดหรือน้ำเดิน ถุงน้ำแตก ทำให้ทารกได้รับเชื้อเข้าไป เมื่อคลอดออกมาทารกจึงอาจมีภาวะติดเชื้อมาตั้งแต่กำเนิดและทำให้เสียชีวิตได้ แต่ในกรณีนี้จะเกิดได้ไม่บ่อยเท่าไรครับ คุณแม่อย่าเพิ่งกังวลใจไป นอกจากนี้ทารกที่คลอดก่อนกำหนดยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายในช่วงขวบปีแรกด้วย เพราะกลไกการป้องกันการติดเชื้อยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งภูมิคุ้มกันในการต่อต้านเชื้อจากแม่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าทารกที่คลอดตามกำหนด คุณแม่จึงต้องระมัดระวังในเรื่องความสะอาดให้มากเป็นพิเศษ
  4. น้ำหนักตัวน้อย เด็กที่คลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ แพทย์จึงต้องดูแลทารกเป็นพิเศษและให้อาหารทางสายยาง รวมถึงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะนมแม่มีสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมพัฒนาการของทารกได้
  5. พัฒนาการช้า โดยทารกจะมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนด แต่จะเป็นแค่ช่วงแรกเท่านั้น หลังจากนั้นพัฒนาการจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนกับทารกทั่วไป แต่ทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะเดินได้ช้ากว่าเด็กทั่วไปประมาณ 2 เดือน และ 80% ของทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะมีพัฒนาการเป็นปกติเมื่อมีอายุครบ 2 ปี คุณแม่จึงควรดูแลในเรื่องของสารอาหารให้ครบถ้วน เพราะทารกจะต้องการปริมาณพลังงานที่มากกว่าปกติเพื่อช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต (ทารกกลุ่มนี้พบได้ประมาณ 10% และทารกครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้สามารถเป็นปกติได้หากได้รับการดูแลที่ดีพอ)
  6. การมองเห็น เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของเส้นเลือดจอประสาทตา ทำให้มีความเปราะบางและแตกง่าย ทำให้มีเลือดออกและเกิดแผลเป็นในจอประสาทตา เกิดการดึงรั้งหรือจอประสาทตาหลุด ส่งผลให้เกิดความบกพร่องในการมองเห็น ทารกที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 35-36 สัปดาห์ หรือมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,000 กรัมทุกคนจึงต้องได้รับการตรวจตาก่อนออกจากโรงพยาบาลและจะตรวจซ้ำอีกครั้งในสัปดาห์ที่ 7-9 หลังคลอด
  7. การได้ยิน ทารกคลอดก่อนกำหนดจะมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินสูงกว่าปกติ ทารกจึงต้องได้รับการตรวจสอบการได้ยินจากแพทย์ก่อนออกจากโรงพยาบาลและควรได้รับการตรวจซ้ำเมื่อมีอายุ 3-6 เดือน
  8. โลหิตจาง เพราะมีธาตุเหล็กสะสมไว้น้อยและถูกนำออกมาทดแทนระดับฮีโมโกลบินที่ลดลงจากการเจริญเติบโต ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางโดยธรรมชาติที่รุนแรงและยาวนานกว่าทารกที่คลอดตามกำหนด
  9. การหยุดหายใจในทารกแรกเกิด ในขณะทารกอยู่ในครรภ์ จึงไม่จำเป็นต้องหายใจเองหรือหายใจเองบ้าง แต่พอคลอดออกมาใหม่ ๆ บางทีเขาก็เฉยหรือนอนเงียบไปเลย เมื่อก่อนเราจะใช้วิธีผูกขากระตุกเพื่อป้องกัน เพราะตอนหลับทารกจะหยุดหายใจ แต่ตอนตื่นจะกระดุกกระดิกไม่ค่อยหยุดหายใจ ซึ่งกลุ่มนี้บางทีนอนหลับไปเฉย ๆ เขียวตายไปเลยก็มี แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อทารกคลอดก่อนกำหนด เช่น คลอดเมื่ออายุครรภ์ 32 สัปดาห์ พอเลี้ยงไปสัก 5 สัปดาห์เป็น 37 สัปดาห์ อาการหยุดหายใจก็จะหายไปเอง
  10. ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก เพราะระบบทางเดินหายใจและปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ทารกหายใจเสียงดัง โดยเฉพาะในขณะที่นอนหลับ มีการหายใจไม่สม่ำเสมอ และอัตราการหายใจมีการเปลี่ยนแปลงมากในขณะตื่นและนอนหลับ
  11. ภาวะโรคปอดเรื้อรัง ทารกที่ใส่เครื่องช่วยหายใจเมื่อโรคปอดในระยะแรกหายแล้ว แต่ยังหายใจเองไม่ได้ ไอเองไม่เป็นหรือไอไม่ค่อยแรง เสมหะก็ออกจากปอดไม่ได้ ทำให้ทารกต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจไปจนถึงจุดที่ทารกอ้วนพอที่จะมีแรงไอได้ บางทีก็ทำให้ปอดทารกมีปัญหา คือ โดนออกซิเจนหรือแก๊สอะไรไม่ได้เลย เพราะจะทำให้ไอเรื้อรัง แต่โรคปอดนี้หลังจากเอาเครื่องช่วยหายใจออกจะหายไปเองภายใน 1-2 ปี คนที่มีปัญหามาก พอเด็กอายุประมาณ 9-10 ปีก็อาจจะเป็นโรคหอบได้ แต่ส่วนใหญ่ที่รอดจากระยะแรกก็จะเป็นปกติภายใน 1-2 ปี และอาจจะมีบางคนที่เป็นหวัดแล้วปอดบวม เพราะเด็กกลุ่มนี้ในระยะแรกปอดจะยังไม่ค่อยดีเท่าไร
  12. ภาวะลำไส้เน่าตายอย่างเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ประมาณ 10% ของทารกทั้งหมดที่เกิดมาตัวเล็ก ยิ่งตัวเล็กมากเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสเกิดเยอะมากขึ้น ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุและวิธีป้องกัน ซึ่งใน 10% นี้ ครึ่งหนึ่งหรือ 50% จะมีอาการเพียงเล็กน้อย คือ ลำไส้ขาดเลือดเพียงชั่วคราว ท้องอืด กินนมแม่ไม่ได้ประมาณ 7-10 วัน อีก 25% มีลำไส้ตายแต่ไม่ทะลุ ซึ่งไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่รอเฉย ๆ แต่ต้องงดนมร่วมด้วยประมาณ 1-2 อาทิตย์ เพราะลำไส้จะรักษาตัวได้เอง ส่วนใหญ่ก็จะหายไปเองโดยไม่มีปัญหา และอีก 25% ที่เหลือจะลำไส้ทะลุแล้วทารกจะเสียชีวิต
  13. เสี่ยงต่อการเสียชีวิต เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของอวัยวะต่าง ๆ และเกิดอาการแทรกซ้อนตามมา เช่น ทารกหายใจลำบาก เกิดภาวะอุณหภูมิต่ำหรือตัวเย็น หัวใจวายจากเส้นเลือดบริเวณหัวใจปิดไม่สนิท เกิดอาการชักหรือเกร็ง เกิดภาวะตัวเหลืองและซีด และภาวะอื่น ๆ ตามที่กล่าวมา
Go to top
Copyright © 2015 Bangpakok Hospital All rights reserved.