ไวรัสอีโบลา (Ebola Virus)
การติดต่อแพร่กระจาย
ไวรัสอีโบลาไม่ได้ติดต่อผ่านทางอากาศ (Airborne) หรือการหายใจร่วมกันแบบไข้หวัด แต่จะติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง (ผ่านรอยผิวหนังที่ถลอกหรือเยื่อบุต่างๆ) กับ:
-
สารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ: เลือด, น้ำลาย, เหงื่อ, ปัสสาวะ, อุจจาระ, อาเจียน หรือน้ำอสุจิ ของผู้ที่กำลังป่วยหรือเสียชีวิตจากอีโบลา
-
สิ่งของที่ปนเปื้อน: เช่น เข็มฉีดยา เสื้อผ้า หรือผ้าปูที่นอนที่มีสารคัดหลั่งของผู้ป่วยติดอยู่
-
สัตว์ที่ติดเชื้อ: การสัมผัสหรือกินเนื้อสัตว์ป่าที่ป่วยหรือตาย เช่น ค้างคาวแม่ไก่ (เชื่อว่าเป็นพาหะหลักตามธรรมชาติ) ลิงชิมแปนซี หรือกอริลลา
อาการของโรค
ระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่ได้รับเชื้อจนถึงเริ่มมีอาการ) อยู่ที่ 2 ถึง 21 วัน ผู้ป่วยจะไม่สามารถแพร่เชื้อได้จนกว่าจะเริ่มมีอาการแสดงออกมา
อาการจะเริ่มจากแบบทั่วไปก่อนจะรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว:
-
อาการระยะแรก: มีไข้สูงฉับพลัน อ่อนเพลียอย่างหนัก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ
-
อาการระยะรุนแรง: อาเจียน ท้องร่วง มีผื่นขึ้น การทำงานของตับและไตบกพร่อง และในบางรายอาจมีภาวะเลือดออกทั้งภายในและภายนอก (เช่น เลือดออกตามไรฟัน เลือดปนในอุจจาระ)
การรักษาและการป้องกัน
ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้นในการรับมือกับอีโบลา:
-
วัคซีน: มีวัคซีนที่ได้รับการรับรองแล้ว เช่น วัคซีน Ervebo ซึ่งใช้ป้องกันไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire ebolavirus) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
ยาต้านไวรัส: มีการใช้ยาแอนติบอดีโมโนโคลนอล (Monoclonal antibodies) เช่น Inmazeb และ Ebanga ในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมาก
-
การประคับประคองอาการ: การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำและเกลือแร่เพื่อรักษาภาวะขาดน้ำ รวมถึงการรักษาตามอาการอื่นๆ อย่างทันท่วงทีมีความสำคัญมาก
