Bangpakok Hospital

ไวรัสอีโบลา (Ebola Virus)

27 พ.ค. 2569

ไวรัสอีโบลา (Ebola Virus) เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease - EVD) ซึ่งเป็นโรคที่พบได้ยากแต่มีความรุนแรงและมักเป็นอันตรายถึงชีวิต มักพบการระบาดในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (Sub-Saharan Africa) ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดอาการไข้เลือดออกขั้นรุนแรง โดยเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันและอวัยวะภายใน

การติดต่อแพร่กระจาย

ไวรัสอีโบลาไม่ได้ติดต่อผ่านทางอากาศ (Airborne) หรือการหายใจร่วมกันแบบไข้หวัด แต่จะติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง (ผ่านรอยผิวหนังที่ถลอกหรือเยื่อบุต่างๆ) กับ:

  • สารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ: เลือด, น้ำลาย, เหงื่อ, ปัสสาวะ, อุจจาระ, อาเจียน หรือน้ำอสุจิ ของผู้ที่กำลังป่วยหรือเสียชีวิตจากอีโบลา

  • สิ่งของที่ปนเปื้อน: เช่น เข็มฉีดยา เสื้อผ้า หรือผ้าปูที่นอนที่มีสารคัดหลั่งของผู้ป่วยติดอยู่

  • สัตว์ที่ติดเชื้อ: การสัมผัสหรือกินเนื้อสัตว์ป่าที่ป่วยหรือตาย เช่น ค้างคาวแม่ไก่ (เชื่อว่าเป็นพาหะหลักตามธรรมชาติ) ลิงชิมแปนซี หรือกอริลลา

อาการของโรค

ระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่ได้รับเชื้อจนถึงเริ่มมีอาการ) อยู่ที่ 2 ถึง 21 วัน ผู้ป่วยจะไม่สามารถแพร่เชื้อได้จนกว่าจะเริ่มมีอาการแสดงออกมา

อาการจะเริ่มจากแบบทั่วไปก่อนจะรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว:

  • อาการระยะแรก: มีไข้สูงฉับพลัน อ่อนเพลียอย่างหนัก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ

  • อาการระยะรุนแรง: อาเจียน ท้องร่วง มีผื่นขึ้น การทำงานของตับและไตบกพร่อง และในบางรายอาจมีภาวะเลือดออกทั้งภายในและภายนอก (เช่น เลือดออกตามไรฟัน เลือดปนในอุจจาระ)

การรักษาและการป้องกัน

ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้นในการรับมือกับอีโบลา:

  • วัคซีน: มีวัคซีนที่ได้รับการรับรองแล้ว เช่น วัคซีน Ervebo ซึ่งใช้ป้องกันไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire ebolavirus) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ยาต้านไวรัส: มีการใช้ยาแอนติบอดีโมโนโคลนอล (Monoclonal antibodies) เช่น Inmazeb และ Ebanga ในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมาก

  • การประคับประคองอาการ: การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำและเกลือแร่เพื่อรักษาภาวะขาดน้ำ รวมถึงการรักษาตามอาการอื่นๆ อย่างทันท่วงทีมีความสำคัญมาก

Go to top
Copyright © 2019 Bangpakok Hospital All rights reserved.